สถานที่อยู่

หนึ่งในปัญหาที่ถกเถียงและถามกันมากที่สุดคือ สถานที่พำนักของท่านอิมามมะฮฺดียฺ (อ.)

๑.       ท่านอิมามพำนักอยู่ในที่อันเฉพาะเจาะจงหรือ

๒.       ถ้าพำนักอยู่ในที่อันเฉพาะเจาะจงที่นั้นอยู่ที่ไหน

๓.       แล้วทำไม่มีผู้ใดรู้จักวิถีการดำรงชีพของท่าน

ประกอบกับริวายะฮฺจำนวนมากมายที่กล่าวถึงประเด็นนี้มีมากมาย บางครั้งริวายะฮฺขัดแย้งกันเอง ฉะนั้น การวิเคราะห์ริวายะฮฺเหล่านั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องกล่าวถึง

การเร้นกายของท่านอิมามมะฮฺดีย (อ.) เป็นการเร้นกายทางกายภาพหรือเป็นการเร้นกายชนิดสูญหาย อีกนัยหนึ่งคือ อิมามมีการดำเนินชีวิตในลักษณะที่ไม่พบปะกับประชาชนเลยแม้แต่คนเดียว และเป็นไปไม่ได้ที่ใครบางคนจะได้พบกับท่านอิมาม หรือสถานที่พำนักของท่าน

หรือไม่เช่นนั้น ท่านอิมามใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับประชาชนมีการดำรงชีวิตเหมือนคนทั่วไป เพียงแต่ว่าไม่มีผู้ใดรู้จักท่าน ในทางกลับกันท่านรู้จักทุกคน และท่านได้เลือกสถานที่อยู่อาศัย

ริวายะฮฺที่กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวสามารถแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มดังนี้

๑. บางริวายะฮฺกำหนดสถานที่อันเฉพาะเจาะจงและกล่าวว่า สถานที่พำนักของท่านคือ ทะเลทรายหรือขุนเขาต่าง ๆ หนึ่งในริวายะฮฺเหล่านั้น ท่านอิมามกล่าวแก่บุตรของ มะฮฺซิยารว่า

يابن المازيار ابى ابو محمد عهد الى... وامرنى ان لا اسكن من الجبال الاوعرها ومن البلاد الا عفرها

โอ้บุตรของมะฮฺซิยารเอ๋ย บิดาของฉัน ท่านอิมามฮะซัน อัซการีย์ (อ.) ได้สัญญาแก่ฉัน...และสั่งฉันว่าจงเลือกขุนเขาที่ซับซ้อน หรือแถบบริเวณที่แห้งแล้งและห่างไกลจากผู้คนเป็นที่อยู่อาศัยเถิด [ ๑]

ริวายะฮฺนี้ต้องการบอกว่า เป็นเรื่องยากที่ประชาชนจะได้สัมผัสกับอิมาม เนื่องจากท่านอยู่ห่างไกลจากประชาชนมากและมีการดำรงชีวิตที่ค่อนข้างลำบาก ไม่มีบุคคลใดรู้จักสถานที่พำนักของท่าน แต่ริวายะฮฺไม่ได้บอกว่าสถานที่นั้นอยู่ที่ไหน

๒. บางริวายะฮฺกำหนดสถานที่เฉพาะในฐานะที่เป็นสถานที่พำนักของท่านอิมาม บอกชื่อสถานที่และกำหนดอาณาบริเวณเรียบร้อย

อบีบะซีรกล่าวว่า ฉันได้ยินจากท่านอิมามบากิร (อ.) ว่า

لابد لصاحب هذا الامر من عزلة ولا بد فى عزلته من قوة وما بثلاثين من وحشة, ونعم المنزل طيّبةً

ซอฮิบุซซะมาน (อ.) จะเร้นกาย ซึ่งในการเร้นกายนั้นจะมีกองกำลัง ๓๐ คนร่วมอยู่ด้วย แต่เนื่องจากความลำบากและโดดเดี่ยวพวกเขาได้ปลีกตัวออกจากอิมาม ซึ่งสถานที่ ๆ ดีคือมะดีนะฮฺอันจำเริญ [ ๒]

จากความหมายทั่ว ๆ ไปของริวายะฮฺสามารถกล่าวได้ว่า สถานที่พำนักของท่านอิมามมะฮฺดยฺ (อ.) คือ มะดีนะฮฺมุเนาวะเราะฮฺ ท่านมีบ้านและมีบุคคลอื่นอยู่ร่วมกับท่านด้วย แต่ไม่มีบุคคลใดรู้จัก ซึ่งในความเป็นจริงริวายะฮฺนี้เข้ากันได้ดีกับเรื่องการเร้นกายชนิดไม่มีผู้ใดรู้จัก มากกว่าการเร้นกายแบบกายภาพ อิมาม (อ.) มีการดำรงชีวิตเหมือนกับบุคคลทั่วไป เพียงแต่ว่าไม่มีผู้ใดรู้จักแต่มีบุคคลที่เฉพาะพิเศษได้สัมพันธ์และติดต่ออยู่กับท่านอิมาม แต่ประโยคที่กล่าวว่า (มีกองกำลัง ๓๐ คนร่วมอยู่ด้วย) ไม่เข้ากันกับปรัชญาของการเร้นกายแม้ว่าจะมีไม่กี่คนก็ตาม และถึงแม้ว่าจะเคยได้ยินริวายะฮฺที่กล่าวเกี่ยวกับสถานที่พำนักและบ้านของท่านอิมามมาแล้วก็ตาม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ทำลายปรัชญาของการเร้นกายทั้งสิ้น

บางริวายะฮฺกล่าวว่า สถานที่พำนักของท่านอิมามมะฮฺดี (อ.) คือภูเขา เราะฎะวียฺ ซึ่งตั้งอยู่รอบ ๆ มะดีนะฮฺ อับดุลอะฮฺลา อาลิซาม กล่าวว่า ฉันได้ออกจากมะดีนะฮฺพร้อมกับท่านอิมามซอดิก (อ.) เมื่อไปถึงบริเวณรอบมะดีนะฮฺ ท่านอิมาม (อ.) ได้ทอดสายตาไปบนเขาอยู่นาน และกล่าวว่า ภูเขาลูกนี้ชื่อว่า เราะฎะวียฺ เป็นที่กำบังที่ดีที่สุดสำหรับบุคคลที่มีความหวาดกลัวอันตราย (อิมาม) ทั้งในการเร้นกายระยะสั้นและระยะยาว [ ๓]

เจ้าของตำรา มะรอเซาะดุลอิฏลาอฺ กล่าวว่า เราะฎะวียฺ เป็นภูเขาที่อยู่ระหว่างมะดีนะฮฺและมักกะฮฺ ใกล้ ๆ กับยันบะฮฺ บริเวณนั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำและมีต้นไม้มากมาย บุคคลซึ่งคิดว่ามุฮัมมัด ฮะนะฟียฺะฮฺ ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั้น [ ๔]

อัลลามะฮฺชูชตะรียฺ นักริญาลในยุคปัจจุบันกล่าวว่า ริวายะฮฺจำนวนมากมายได้กล่าวว่า สถานที่พำนักของท่านอิมามะฮฺดียฺ (อ.) ในช่วงการเร้นกายทั้งระยะสั้นและระยะยาวคือ ภูเขาเราะฎะวียฺ แต่บุคคลที่อาศัยอยู่ที่ภูเขาคือ มุฮัมมัดฮะนะฟียะฮฺ และนั่นหมายความว่าภูเขาเราะฎะวียฺไม่ใช่สถานที่ของท่านอิมามมะฮฺดียฺ เนื่องจากบรรดานักริวายะฮฺ (อัคบารียฺ) ได้ยินริวายะฮฺจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ซึ่งริวายะฮฺเหล่านั้นอยู่ในขั้นของตะวาติร (เชื่อถือได้) กล่าวว่า มะฮฺดียฺฺจะเร้นกาย ซึ่งได้นำริวายะฮฺเหล่านั้นมีตีความเข้ากับมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ พวกเขากล่าวว่า สถานที่ของเขาคือภูเขาเราะำฎะวียฺ ในความเป็นจริงแล้วทั้งสองเป็นความเข้าใจผิด และเป็นความคลางแคลงใจ ซึ่งถ้าพิจารณาที่ประเด็นปัญหาจะเห็นว่าเป็นเรื่องจริงและนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง [ ๕]

บางริวายะฮฺกล่าวว่า ท่านอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) พำนักอยู่ ณ สถานที่หนึ่งนามว่า ซีฏุวาย์ อยู่แถบมักกะฮฺ และจากสถานที่นั้นเองที่ท่านอิมาม (อ.) จะปรากฏกายออกมาพร้อมกับพรรคพวกของท่าน

ท่านอิมามบากิร (อ.) กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

يكون لصاحب هذا الامر غيبة فى بعض الشعاب اوما بيده الى ناحية ذى طوى.

อิมามซะมาน (อ.) จะเร้นกายอยู่ระหว่างภูเขา และท่านได้ชี้ไปยังสถานที่นามว่า ซีฏุวาย์ [ ๖]

ริวายส่วนที่เหลือกับริวายะฮฺอื่น ได้กล่าวถึงสถานที่ปรากฏกายและการออกมาของท่านอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) พร้อมกับการรวมตัวของบรรดาสหายของท่าน ณ สถานที่ดังกล่าว [ ๗]

๓. ริวายะฮฺกลุ่มที่สาม เป็นริวายะฮฺที่คล้ายคลึงกับกลุ่มแรก หมายถึงไม่กำหนดสถานที่แน่นอนลงไปว่าที่ใด แต่กล่าวรวม ๆ ว่าท่านอิมามใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับประชาชน แต่ไม่มีบุคคลรู้จักท่าน

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า

ان فى صاحب هذا الامر لشبهاً من يوسف الى ان قال فما تنكر هذه الائمة ان يكون الله يفعل بحجته ما فعل بيوسف وان يكون صاحبكم المظلوم المحجور حقه صاحب الامر يتردد بينهم يمشى فى اسواقهم ويطا فرشهم ولا يعرفونه حتى ياذن اللّه له ان يعرّفهم نفسه كما اذن ليوسف حين قال له اخوته انك لانت يوسف؟ قال: انا يوسف.

อิมามซะมาน (อ.) คล้ายคลึงกับศาสดายูซุุฟ (อ.) อิมามกล่าวต่อว่า ไม่อาจปฏิเสธการเป็นอิมามได้ แท้จริงอัลลอฮฺทรงกระทำบางอย่างกับข้อพิสูจน์ของพระองค์ดั่งที่ได้กระทำกับยูซุฟ อิมามซะมานของพวกท่านจะถูกกดขี่และสิทธิอันชอบธรรมจะถูกลิดรอน ท่านจะไป ๆ มา ๆ ในหมู่ประชาชน ท่านจะเดินในตลาด และบางครั้งก็นั่งอยู่บนพรมพื้นเดี่ยวกันร่วมกับพวกเขา แต่ไม่มีใครใดรู้จักเขา จนกระทั่งว่าอัลลอฮฺ ทรงให้อนุญาตแก่ท่านเพื่อแนะนำตัวแก่พวกเขา ดั่งที่พระองค์ได้เคยให้อนุญาตแก่ศาสดายูซุฟครั้นเมื่อพี่น้องของท่านกล่าวกับท่านว่า ท่านคือยูซุฟ กล่าวว่า ใช่ ฉันคือยูซุฟ [ ๘]

ริวายยะฮฺดังกล่าวได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า การเร้นกายของท่านอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) เป็นแบบประเภทที่สองกล่าวคือ ไม่มีผู้ใดรู้จักท่าน และท่านอยู่ร่วมกับประชาชนในสังคมไปมาหาสู่กับพวกเขา ใช้ชีวิตไปตามธรรมชาติ เข้าร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ และเดินทางไปบำเพ้ญฮัจญฺทุกปีเพียงแต่ว่าไม่มีใครรู้จักท่าน ซึ่งสิ่งนี้ำได้เคยเกิดขึ้นแล้วที่ว่า มีบางคนได้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมนั้นปีแล้วปีเล่า มีการไปมาหาสู่กันและกัน และพบปะกันเป็นประจำ แต่จะรู้จักเขาอีกทีเมื่อเขาได้จากไปแล้ว

และนี้่เป็นริวายะฮฺทั้งสามกลุ่มที่กล่าวถึงท่านอิมามมะฮฺดีย (อ.) ซึ่งจะยอมรับริวายะฮฺเหล่านี้อย่างไร มีหนทางรวมริวายะฮฺเหล่านี้เข้าด้วยกันหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่เป็นไปได้และเข้ากับสติปัญญาทั้งหลายคือ อิมามมีการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่หรูหราซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายและเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของท่านอิมาม แน่นอนสิ่งนี้ไม่ขัดกับริวายะฮฺที่กล่าวว่าอิมามเข้าร่วมพิธีฮัจญฺที่มักกะฮฺและซิยาเราะฮฺท่านศาสดาทุกปี

เป็นธรรมดาที่ว่าบางครั้งเมื่อมีเงื่อนไขบางอย่างเกิดขึ้น และสิ่งนั้นเป็นอันตรายต่อสภาพการเป้นอยู่และขัดแย้งกับปรัชญาของการเร้นกาย ในสภาพเช่นนี้การออกห่างจากสังคมเป็นสิ่งจำเป็น และอาจเป็นไปได้ที่อิมามฮะซัน (อ.) บิดาของท่านได้สั่งแก่ท่านอิมามว่า จงเลือกขุนเขาและทุ่งกว้างเป็นที่พำนักสำหรับตนเอง ในกรณีนั้นอาจหมายถึงว่า โดยสภาพแล้วต้องการ การดำเนินชีวิตในลักษณะดังกล่าว

ด้วยเหตุนี้ ริวายะฮฺทั้งสามกลุ่มไม่ขัดแย้งหรือต้านกันแต่อย่างใด ส่วนการกล่าวถึงชื่อของบางสถานที่อันเฉพาะเจาะจง สามารถรวมเข้ากันได้กับการดำรงชีพในสังคมแบบไ่ม่มีผู้ใดรู้จัก ส่วนบางริวายะฮฺกล่าวว่าให้เลือกภูเขาและสถานที่ซึ่งห่างไกลจากสังคมนั้นเป็นธรรมดาอีกเช่นกัน เนื่องจากถ้าตกอยู่ในสภาพที่มีความจำเป็นก็ต้องเลือกสถานที่เหล่านั้นเพื่อเจตนารมณ์และเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า


[ ๑] กิตาบ อัลฆัยบัต ชัยคฺฏูซียฺ ๑๖๒

[ ๒] เล่มเดิม หน้า ๑๖๒ , บิฮารุลอันวาร เล่ม ๕๒ หน้า ๑๕๓ , อุซูลกาฟีย์ เล่ม ๑ หน้า ๓๔๐

[ ๓] กิตาบ อัลฆัยบัต ชัยคฺฏูซียฺ ๑๖๒

[ ๔] มะรอเซาะดุลอิฏลาอฺ อะลา อัซมาอิลอัมกะนะฮฺ วัลบะฟาอฺ เล่ม ๒ หน้า ๖๒๐ ดารุลมะอฺริฟะฮฺ เบรุต

[ ๕] มัจมูอฺะฮฺ มะกอลาต ที่เขียนเกี่ยวกับอิมามมะฮฺดียฺ หน้า ๖๔ การประชุมพิธี ๑๕ ชะอฺบาน ณ มัสญิด อายะตุลลอฮฺ อันกุจจี ตับรีซ

[ ๖] กิตาบฆัยบะฮฺ นุอฺมานียฺ หน้า ๑๘๒

[ ๗] เล่มเดิม หน้า ๓๑๕

[ ๘] เล่มเดิม หน้า ๑๖๔