หน้าที่ของผู้รอคอย

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามทุกอย่างต้องมีระเบียบและวินัยภารกิจเหล่านั้นจึงจะประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ดังที่เคยได้ยินแล้วว่าการกระทำที่ดีที่สุดสำหรับประชาชาติในยุคสุดท้ายคือการรอคอยท่านอิมามมะฮฺดีย (อ.) แต่มิได้หมายความว่า นั่งคอยท่านอย่างเดียวโดยไม่ยอมทำสิ่งใด และไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น และใครจะเป็นอย่างไร หรือมีการเป็นอยู่อย่างไร ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) กล่าวว่าการรอคอยที่แท้จริงคือ การจัดเตรียมตัวเองและสังคมให้พร้อมต่อการมาของท่าน มิใช่ปล่อยปละละเลยสังคมให้เป็นไปตามยะถากรรม ซึ่งเป็นหน้าที่ของท่านอิมามต้องมาแก้ไข เหมือนกับที่บางคนมีความเชื่อเช่นนั้น

การปรากฏกายของท่านอิมามมีสัญลักษณ์ต่าง ๆ มากมายที่ต้องเกิดขึ้นล่วงหน้าเพื่อเป็นการบอกข่าวให้โลกรู้ว่าใกล้เวลาแล้วนะที่สัญญาของพระองค์จะเป็นจริง ลองมาพิจารณาซิวาผู้คนในยุคสุดท้ายเขาคิดอย่างไรกับอัล-กุรอานและซุนนะฮฺของท่านศาสดา ตลอดจนการปฏิบัติตัวเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ของศาสนา

อัล-กุรอาน

มุสลิมไม่ใส่ต่ออัล-กุรอานนอกจากการท่องจำ

๒. นำเอาท้ศนะของคนอื่นมาปฏิบัติแทนอัล-กุรอาน

๓. นักอ่านอัล-กุรอาน (กอรีย์) เป็นฟาซิก (ผู้ฝ่าฝืน)

๔.      มีนักอ่านอัล-กุรอานเกิดขึ้นมากมายแต่มีผู้ปฏิบัติตามเพียงน้อยนิด

๕.      อัล-กุรอานถูกถอดถอนออกจากหัวใจของนักอ่าน

๖. จะมีการอธิบายอัล-กุรอานตามทัศนะตนเอง

๗.      นำอัล-กุรอานไปอ่านโดยใส่ทำนองแทนเสียงดนตรี

๘.      มีการนำอัล-กุรอานไปวิเคราะห์แบบผิด ๆ

๙. อัล-กุรอานถูกรู้จักด้วยท้วงทำนองที่ไพเราะ

ซุนนะฮฺท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)

๑. อิสลามเหมือนคนแปลกหน้า

๒. อิสลามไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออีกนอกจากชื่อเท่านั้น

๓. คิดว่าตนเป็นมุสลิมแต่ในความเป็นจริงตนคือผู้ห่างไกลอิสลามที่สุด

๔.      แข่งขันกันสร้างมัสญิดและตบแต่งให้มีความสวยงามแต่ปฏิเสธการชี้นำ

๕.      ให้ความสำคัญต่อภารกิจทางโลกมากกว่าภารกิจของอาคิเราะฮฺ

๖. ศาสนาคือสินค้าและเครื่องมือหากินที่มีไว้แลกเงินตรา

๗.      แบบฉบับของท่านศาสดาถูกละเว้น

๘.      ศาสนาถูกขายและแลกด้วยราคาเพียงน้อยนิด

๙. ศาสนาถูกอธิบายตามทัศนะตนเอง

๑๐.   ใช้ศาสนาเป็นสื่อทวงผลบุญต่อพระผู้อภิบาล โดยมุ่งหวังในความเมตตาและให้ปลอดภัยจากความกริ้วของพระองค์

๑๑.   ผู้ศรัทธาจะถูกดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรง และไม่อาจปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นได้นอกจากปฏิเสธในใจ และในทุกสภาพเขาคือผู้ถูกดูถูก

อะฮฺกาม (กฎการปฏิบัติ)

๑. การเชิญชวนไปสู่ความดีงามและการห้ามปรามความชั่วจะถูกละเว้น

๒. จะมีการเชิญชวนไปสู่ความชั่วและห้ามปรามการทำความดี

๓. ความดีถูกนับว่าเป็นความน่าเกลียดขยะแขยงและเป็นความชั่วร้าย ส่วนความชั่วกลายเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาของสังคม

๔.      นมาซจะค่อย ๆ ตายไปจากสังคมและถูกปฏิบัติในช่วงสุดท้ายที่ใกล้จะหมดเวลา

๕.      อะมานะฮฺ (ของฝาก) จะถูกทำลาย

๖. คำพูดที่มดเท็จและโกหกทั้งหลายจะกลายเป็นความดีงามและความสามารถพิเศษ

๗.      เพื่อโกหกมดเท็จจะกลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แต่เพื่อความจริงจะกลายเป็นศัตรูต่อกันที่โกรธกัน

๘.      จะตัดขาดเครื่อญาติ

๙. อะฮฺกามชัรอียฺจะถูกละเว้นและถูกถอดทิ้งไปจากสังคม

๑๐.   ความอุตริทางศาสนาจะขจรขจายไปทั่ว

๑๑.   ความสัมพันธ์ทางเครือญาติจะทำชนิดเป็นบุญคุณติดตัวไปชั่วกัปชั่วกัลป์

๑๒.   ดนตรีกลายเป็นสิ่งอนุญาตและได้รับการเชิดชู

๑๓.   การนินทาเป็นเครื่องประดับของการชุมนุม

๑๔. สุราและการพนันกลายเป็นหน้าตาของสังคม

๑๕. จะอธิบายและสอนอะฮฺกามศาสนาแก่คนนอกศาสนา

๑๖.   การบริจาคและการจ่ายทานเสมือนเป็นทรัพย์สินที่ยึดมาจากสงคราม

๑๗. อิบาดะฮฺถูกนับว่าเป็นอุปสรรคและเป็นตัวท่วงทางสังคม

๑๘.  ประชาชนจะเป็นทาสอารมณ์และถืออัตตาตัวตน

๑๙.   สิ่งต้องห้าม (ฮะรอม) ถูกทำให้อนุญาตโดยข้อคลางแคลงใจที่มุสา

๒๐.   ของกำนัล หรือของขวัญ กลายเป็นสินบนหรือดอกเบี้ยและถูกแนะนำว่าฮะลาล

อัคลาก (จริยธรรม)

๑. ๑.เล่ห์เพทุบายถูกนับว่าเป็นความฉลาด

๒. พี่น้องจะอิจฉาริษยากันและกัน

๓. ถ่อมน้ำลายใส่หน้ากันและกัน

๔.      พี่น้องไม่ช่วยเหลือกัน

๕.      พี่น้องฆ่ากันเอง

๖. ประชาชนจะประสบปัญหาด้านศีลธรรมมาก

๗.      ผู้ไร้ความสามารถจะได้รับการแต่งตั้ง

๘.      พี่น้องกดขี่และข่มเหงกันและกัน

๙. ความต่ำทรามกลายเป็นความดีงาม

๑๐.   การบิดพลิ้วสัญญาเป็นความชื่นชอบและเป็นสิ่งที่ดีงาม

๑๑.   กระหายเลือดคนอื่น

๑๒.   ๑๔. การโอ้อวดและลอกเรียนแบบเป็นสิ่งดีงาม

๑๓.   ๑๕. การก่อความชั่วเป็นสิ่งมีค่า

๑๔. ๑๖. ผู้รู้ได้รับการดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรง

๑๕. ๑๗. คำพูดมุสากลายเป็นสิ่งล่ำลือ

๑๖.   ๑๘. ประชาชนเป็นมิตรกันทางปากส่วนในเบื้องลึกของหัวใจคือศัตรูต่อกัน

๑๗. ๑๙. ความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มและหญิงสาวกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา

๒๑.   หุ้นส่วนหักหลังหุ้นส่วนด้วยกัน

๒๒. เสียงของคนชั่วจะดังกว่าเสียงของคนดี

๒๓. ความทะยานอยากและความลุ่มหลงจะครอบคลุมทั่วไปหมด

๒๔. บรรดาอาริฟ (ผู้ขัดเกลาและยกระดับจิตใจตนเอง) จะกลายเป็นผู้กดขี่

๒๕. อคติจะแพร่สะบัดในทุกสังคม

๒๖.   ความเมามายไม่ใช่สิ่งน่าเกลียด

๒๗. ประชาชนต่างไม่ยอมรับกันและกัน

๒๘. คำยืนยันที่ไม่เป็นจริงจะถูกตอบรับ ส่วนคำยืนยันที่เป็นจริงและยุติธรรมจะถูกปฏิเสธ

๒๙. ไม่กล้าพูดความจริง และเนื่องจากหวาดกลัวความชั่วจึงไม่ถูกเปิดเผยออกมา

๓๐.   ของฝาก (อะมานะฮฺ) จะถูกทำลาย

๓๑.   ความอดทนอดกลั้นถูกนับว่าเป็นความอ่อนแอ

๓๒. การกดขี่ข่มเหงเป็นสาเหตุที่นำมาซึ่งเกียรติยศ

๓๓. กลุ่มชนที่เรืองอำนาจคือกลุ่มชนที่ชั่วที่สุดสำหรับพวกเขา

๓๔. การเชิญชวนไปสู่ความชั่ว การกดขี่ข่มเหง การทำให้ผู้รู้หลงทาง ความประพฤติชั่ว และความชั่วร้ายทั้งหลายได้รับการสนับสนุน

๓๕. เจ้าของทัศนะและแผนงานคือพวกฝ่าฝืน

๓๖.   การก่อความวุ่นวาย ความป่าเถื่อน และการก่อการร้าย

๓๗. คนโง่เขลาได้ขึ้นมาปกครองและถูกมอบหมายหน้าที่

๓๘. ประชาชนจะสาปแช่งผู้นำของตนเอง

๓๙. ประชาชนภายนอกดูสะอาดหมดใจ แต่ภายในสกปรกสิ้นดี

๔๐. เพื่อเพื่อนยอมเป็นพยายยืนยันขัดแยังกับความจริง

๔๑. ให้ความร่วมมือกัีบผู้กดขี่ข่มเหง

๔๒. ภารกิจต้องห้ามกลายเป็นสื่อแห่งมิตรภาพ ส่วนการรักษาความบริสุทธิ์กลายเป็นสิ่งประหลาดน่าสนเท่ห์

๔๓.  เด็กถูกกดขี่แรงงาน

๔๔. โกหกเป็นกิจวัตรประจำวันทั้งที่ไม่มีความจำเป็น

๔๕. ความสิ้นหวังเข้าปกคลุมทุกพื้นที่

๔๖. หลับตาตามคนที่ชอบตีสองหน้า

๔๗. อวดเก่งและอวดดีในทุกเรื่องทั้งที่ไม่มีดีจะอวด

๔๘. คนที่มีหน้าที่ตาและมีเกียรติที่สุดบนโลกนี้คือ คนชั่วที่โง่เขลาที่สุด

๔๙.   ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือกันบนสิ่งไม่ดีไม่งาม

๕๐.  ใ นส่วนลึกของหัวใจทุกคนเป็นศัตรูต่อกัน

ครอบครัว

๑. ไม่มีความเมตตาต่อเด็ก

๒. มนุษย์จะพบกับความหายนะเพราะครอบครัวและมิตรรอบด้าน

๓. ด่าประจารและนินทาว่าร้ายบิดามารดาของตน

๔.      บิดามารดาจะร้องโอดครวญมากขึ้น

๕.      บุตรแสดงความดีใจต่อความตายของบิดามารดา

๖. ความสัมพันธ์ทางเครือญาติจะถูกตัดขาดลง

๗.      ไม่ให้ความเคารพผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ

๘.      ดูถูกบิดามารดา

๙. เด็กจะขึ้นมาเป็นผู้ปกครองและคอยสั่งการผู้ใหญ่

๑๐.   ความละอายจะถูกถอดถอนไปจากเด็กและเยาวชน

๑๑.   สตรีสำส่อนทางเพศอย่างไม่อับอาย

๑๒.    สตรีจะขายบริการทางเพศมากขึ้น

๑๓.   ผู้ชายจะไม่เป็นสุภาพบุรุษและไม่อาย

๑๔. ผู้ชายจะสำส่อนกันและกัน

๑๕. รักร่วมเพศจะกลายเป็นค่านิยมของสังคม

๑๖.   สตรีจะกลายเป็นผู้นำ